หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาเครื่องพิมพ์เรซิ่นระดับมืออาชีพหรืออยู่ในช่วงตัดสินใจลงทุนกับ 3D Printer Formlabs Form Series 4 รุ่นใหม่ล่าสุด บทความนี้จะสรุปสเปกสำคัญและเปรียบเทียบราคา Formlabs Form 4 ในแต่ละรุ่น พร้อมแนะนำการเลือก 3D Printer สำหรับวิศวกรรม ให้เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมของคุณ
ทำไมธุรกิจจำนวนมากถึงเลือกใช้งาน 3D Printer Formlabs Form 4?

ซีรีส์ Formlabs Form 4 ถือเป็นเครื่องพิมพ์เรซิ่น (Resin SLA) ระดับโปรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์งานพิมพ์เรซิ่น 3 มิติที่ต้องการคุณภาพ ทั้งการทำ Prototype, โมเดลผลิตภัณฑ์, งานทางการแพทย์/ทันตกรรม,งานต้นแบบทางวิศวกรรม งานผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Low Force Display™ (LFD) ที่ช่วยให้พิมพ์เร็วกว่า SLA ทั่วไปและมีความแม่นยำสูงกว่าเทคโนโลยีกว่ารุ่นก่อนหน้าหลายเท่าตัว
นอกจากเทคโนโลยี Low Force Display™ (LFD) แล้ว ซีรีส์ Formlabs Form 4 ยังถูกพัฒนาให้ใช้งานง่ายและเสถียรมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมไฟล์ พิมพ์งาน ไปจนถึงการล้างและอบชิ้นงานหลังพิมพ์ (Post-Processing) ตัวเครื่องถูกออกแบบให้มีความทนทานสูง รองรับการทำงานต่อเนื่องในระดับมืออาชีพ พร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิและการฉายแสงที่แม่นยำ อีกทั้งยังรองรับวัสดุเรซิ่นหลากหลายประเภท ทั้งวัสดุมาตรฐาน วัสดุวิศวกรรม และวัสดุทางการแพทย์/ทันตกรรม ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถต่อยอดจากงานต้นแบบไปสู่การผลิตชิ้นงานจริงได้อย่างมั่นใจ
3D Printer Formlabs Form 4 Series มีทั้งหมดกี่รุ่น?
ซีรีส์ Formlabs Form 4 ปัจจุบันประกอบไปด้วย 4 รุ่นหลัก ได้แก่ Form 4, Form 4L, Form 4B และ Form 4BL ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตระกูลเครื่องพิมพ์ 3D แบบเรซิน (MSLA) ที่ใช้เทคโนโลยี Low Force Display™ (LFD) เหมือนกัน แตกต่างกันตามขนาดงานและจุดประสงค์ในการใช้งาน
Formlabs Form 4 เหมาะกับใคร?

Form 4 คือเครื่องพิมพ์เรซิ่น (Resin 3D Printer) รุ่นมาตรฐานที่ออกแบบมาสำหรับงานระดับมืออาชีพ ที่เน้นความเร็วและความแม่นยำสูง เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการผลิตต้นแบบคุณภาพสูงภายในเวลาอันรวดเร็ว
เหมาะสำหรับ:
-
นักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designer)
-
วิศวกรที่ต้องทำ Functional Test
-
มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย
-
ทีม R&D ภายในองค์กร
Formlabs Form 4L เหมาะกับใคร?

Form 4L เครื่องพิมพ์ 3 มิติเรซิ่นขนาดใหญ่ ที่ออกแบบมาเพื่องานผลิตระดับโรงงานและองค์กรที่ต้องการพื้นที่พิมพ์ขนาดใหญ่พิเศษ
เหมาะสำหรับ
-
โรงงานผลิต ที่ต้องการทำชิ้นส่วนหรือ Tooling ขนาดใหญ่
-
นักออกแบบ ที่ต้องการทดสอบผลิตภัณฑ์ขนาด 1:1
-
วิศวกร R&D ที่ต้องการความแม่นยำสูง พร้อมความเร็วในการพัฒนา Prototype
-
ทีมผลิตภายในองค์กร ที่ต้องการพิมพ์หลายชิ้นพร้อมกัน
Formlabs Form 4B เหมาะกับใคร?

Form 4B คือเครื่อง 3D Printer ที่เหมาะสำหรับงานทางการแพทย์และทันตกรรม ผสานกับความเร็วในการพิมพ์ระดับสูง และความแม่นยำระดับศัลยกรรม ช่วยให้ทุกชิ้นงานมีรายละเอียดคมชัดและสมบูรณ์แบบ ตัวเครื่องถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตชิ้นงานทางการแพทย์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง โดยรองรับวัสดุประเภท Biocompatible Resin ที่สามารถสัมผัสร่างกายได้อย่างปลอดภัย และสามารถฆ่าเชื้อ (Sterilization) ได้อย่างง่ายดาย
เหมาะสำหรับ:
-
ห้องแลบทันตกรรม (Dental Lab)
-
งานวิจัยทางการแพทย์
-
งาน Surgical Guide, Dental Model, Crown & Bridge
Formlabs Form 4BL เหมาะกับใคร?

Form 4BL คือเครื่อง 3D Printer รุ่นใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตชิ้นงานทางการแพทย์และทันตกรรมในระดับ Clinical-Grade โดยรุ่นนี้มีพื้นที่พิมพ์ที่ใหญ่กว่ารุ่นมาตรฐานถึง 4.6 เท่า ช่วยลดเวลาในการผลิต เหมาะสำหรับงานด่วนในห้องแล็บหรือโรงพยาบาล รวมถึงรองรับการใช้วัสดุ Biocompatible และ Open Material สำหรับเรซิ่นเฉพาะทาง
เหมาะสำหรับ:
-
งานคลินิกขนาดใหญ่
-
ห้องแลบทันตกรรมเชิงพาณิชย์
-
งานวิจัยที่ต้องการความเฉพาะทาง
ตารางเปรียบเทียบสเปก: 3D Printer Formlabs Form 4 / Form 4L / Form 4B / Form 4BL
|
สเปก / รุ่น |
Form 4 |
Form 4L |
Form 4B |
Form 4BL |
|
เทคโนโลยีการพิมพ์ |
Low Force Display™ (LFD) |
Low Force Display™ (LFD) |
Low Force Display™ (LFD) |
Low Force Display™ (LFD) |
|
Build Volume (W × D × H) |
20.0 × 12.5 × 21.0 cm |
35.3 × 19.6 × 35.0 cm |
20.0 × 12.5 × 21.0 cm |
35.3 × 19.6 × 35.0 cm |
|
ปริมาตรพื้นที่พิมพ์ (L) |
~5.25 L |
~24.2 L |
~5.25 L |
~24.2 L |
|
Layer Thickness (Z resolution) |
25–300 µm |
25–200 µm |
25–200 µm |
25–200 µm |
|
XY Resolution |
50 µm |
46 µm |
50 µm |
46 µm |
|
Average Print Speed |
~40 mm/h |
~40 mm/h |
~40 mm/h |
~40 mm/h |
|
Maximum Print Speed |
~100 mm/h |
~80 mm/h |
~100 mm/h |
~80 mm/h |
|
Printer Weight |
~18.3 kg |
~58.5 kg |
~18.3 kg |
~58.5 kg |
|
Printer Dimensions |
39.8 × 36.7 × 55.4 cm |
66.4 × 52.8 × 79.4 cm |
39.8 × 36.7 × 55.4 cm |
66.4 × 52.8 × 79.4 cm |
|
รองรับ Biocompatible Materials |
❌ |
❌ |
✔️ |
✔️ |
เลือกใช้งาน 3D Printer สำหรับวิศวกรรม ควรพิจารณาจากอะไรบ้าง?
สำหรับองค์กรที่กำลังมองหา 3D Printer สำหรับวิศวกรรม การเลือกใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่เหมาะสมไม่ใช่พิจารณาแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานจริงในองค์กร เช่น ขนาดพื้นที่พิมพ์ (Build Volume), ประเภทวัสดุที่รองรับ (Material Compatibility), ปริมาณการผลิต (Production Volume) และ งบประมาณรวมถึงต้นทุนระยะยาวในการใช้งาน (Budget & Long-Term Cost) เพื่อให้การลงทุนตอบโจทย์ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการใช้งานในกระบวนการทางวิศวกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขนาดพื้นที่พิมพ์ (Build Volume)
ขนาดพื้นที่พิมพ์เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมากในการเลือก 3D Printer สำหรับวิศวกรรม โดยเฉพาะในงานที่ต้องพิมพ์ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ หรือ Prototype ขนาดจริง (1:1) เพื่อใช้ในการทดสอบการประกอบ (Fit Test) หรือการใช้งานจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต
-
หากเน้นการพิมพ์ต้นแบบขนาดกลาง อุปกรณ์กลไก ชิ้นส่วนเครื่องจักรขนาดเล็ก หรือชิ้นส่วนของผลิตภัณฑ์ทั่วไป การเลือกใช้งาน Formlabs Form 4 ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน
-
หากต้องการพิมพ์ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ เช่น Housing ของผลิตภัณฑ์, Tooling สำหรับสายการผลิต หรือการพิมพ์ชิ้นงานหลายชิ้นพร้อมกันในครั้งเดียว การเลือกใช้ Formlabs Form 4L จะตอบโจทย์มากกว่า
ประเภทวัสดุเรซิ่น (Material Compatibility)
ความสามารถในการรองรับประเภทของวัสดุเรซิ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรพิจารณา เนื่องจากงานวิศวกรรมแต่ละประเภทต้องการคุณสมบัติของวัสดุที่แตกต่างกัน เช่น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น การทนความร้อน หรือการทนต่อแรงกระแทก เครื่องพิมพ์เรซิ่นระดับมืออาชีพอย่าง Formlabs ถูกออกแบบมาให้รองรับวัสดุเรซิ่นหลากหลายประเภท ตัวอย่างวัสดุเรซิ่นที่นิยมใช้ในงานวิศวกรรม ได้แก่
-
Tough Resin
เรซิ่นที่มีความทนทานต่อแรงกระแทกและแรงดึงสูง เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่ต้องรับแรง -
Rigid Resin
เรซิ่นที่มีความแข็งแรงและคงรูปสูง เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการความแม่นยำและความแข็ง -
High Temp Resin
วัสดุที่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูง เหมาะสำหรับงานที่ต้องเจอความร้อน -
Durable Resin
วัสดุที่มีความยืดหยุ่นและทนต่อการเสียดสี คล้ายกับพลาสติกประเภท Polypropylene (PP) -
Flexible / Elastic Resin
วัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง คล้ายยาง เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการการบีบอัดหรือยืดหยุ่น -
ESD Resin
เรซิ่นที่มีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิต เหมาะสำหรับชิ้นส่วนที่ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ปริมาณการผลิต (Production Volume)
ปริมาณการผลิตหรือจำนวนชิ้นงานที่ต้องพิมพ์ในแต่ละรอบการทำงานเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้งาน 3D Printer สำหรับวิศวกรรม เนื่องจากในงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรม การใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่งานต้นแบบ Prototype เท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตจริงอีกด้วย เช่น การผลิต Jig & Fixture การผลิต Tooling หรือการพิมพ์ชิ้นส่วนสำหรับทดสอบก่อนเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก
-
หากองค์กรมีการพิมพ์ชิ้นงานในปริมาณที่ไม่มาก เช่น การพิมพ์ต้นแบบเพื่อทดสอบการออกแบบหรือการทดลองแนวคิดของผลิตภัณฑ์ เครื่องพิมพ์ขนาดมาตรฐานอย่าง Formlabs Form 4 สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดี เนื่องจากมีความเร็วในการพิมพ์สูงและความละเอียดที่เหมาะสำหรับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์
-
สำหรับองค์กรหรือโรงงานที่ต้องพิมพ์ชิ้นงานจำนวนมากในแต่ละวัน เช่น ทีมวิศวกรรมในสายการผลิต หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D Center) การเลือกเครื่องที่มีพื้นที่พิมพ์ขนาดใหญ่ เช่น Formlabs Form 4L หรือ Form 4BL จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น เนื่องจากสามารถพิมพ์ชิ้นงานหลายชิ้นพร้อมกันในรอบเดียว ลดจำนวนรอบการพิมพ์ และช่วยลดระยะเวลาในการผลิตโดยรวมได้เป็นอย่างดี
งบประมาณและต้นทุนระยะยาว (Budget & Long-Term Cost)
ในการเลือกใช้งาน 3D Printer สำหรับวิศวกรรม นอกจากราคาของเครื่องพิมพ์แล้ว องค์กรควรพิจารณาในส่วนของต้นทุนระยะยาวร่วมด้วย เพื่อให้การลงทุนมีความคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานจริงในระยะยาว โดยต้นทุนที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงค่าเครื่องเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ค่าวัสดุ ค่าอุปกรณ์เสริม ค่าบำรุงรักษา และต้นทุนการดำเนินงานในแต่ละรอบการพิมพ์ด้วย นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงต้นทุนของกระบวนการหลังการพิมพ์ (Post-Processing) เช่น การล้างและการอบชิ้นงาน รวมถึงวัสดุสิ้นเปลืองที่ต้องเปลี่ยนตามระยะการใช้งาน เช่น ถังเรซิ่นหรืออุปกรณ์ทำความสะอาด การวางแผนงบประมาณอย่างเหมาะสมจะช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานเครื่องพิมพ์ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง Use Case ของ 3D Printer สำหรับวิศวกรรมในงานอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน 3D Printer สำหรับวิศวกรรม ถูกนำมาใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น เนื่องจากช่วยลดเวลาในการพัฒนาชิ้นส่วน ลดต้นทุนการผลิตต้นแบบ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องพิมพ์ 3D เรซิ่นอย่าง Formlabs Form 4 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในงานพัฒนาและทดสอบชิ้นส่วนทางวิศวกรรมโดยเฉพาะ ทำให้วิศวกรสามารถสร้างชิ้นงานทดสอบหรืออุปกรณ์สำหรับสายการผลิตได้อย่างรวดเร็วภายในองค์กร โดยไม่ต้องรอการผลิตจากภายนอก ตัวอย่าง Use Case ที่พบได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม
New Balance - ใช้เทคโนโลยี 3D Printing เพื่อผลิตชิ้นงานต้นแบบ (Prototype)
New Balance ใช้เทคโนโลยี 3D Printer ในการผลิตชิ้นงานต้นแบบรองเท้าจำนวนหลายพันชิ้นต่อปี เพื่อใช้ในกระบวนการออกแบบและทดสอบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยี TripleCell โดยใช้เครื่องพิมพ์แบบ SLA จาก Formlabs เพื่อ ผลิตชิ้นส่วนรองเท้าที่ใช้งานจริง และรองรับการผลิตรองเท้าแบบ Mass Customization ที่สามารถปรับรูปแบบให้เหมาะกับผู้ใช้งานแต่ละคนได้
Gillette – ผลิตด้ามมีดโกนแบบ Custom
Gillette ได้นำเทคโนโลยี 3D Printer ของ Formlabs มาใช้พัฒนาโครงการ Razor Maker เพื่อผลิตด้ามมีดโกนแบบ Custom ที่ลูกค้าสามารถเลือกดีไซน์และรูปแบบได้เอง กระบวนการผลิตใช้เครื่องพิมพ์แบบ SLA เพื่อสร้างด้ามมีดโกนที่มีรายละเอียดสูงและสามารถปรับแต่งรูปทรงได้หลากหลาย เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ Gillette สามารถทดลองแนวคิดด้าน Mass Customization และการผลิตสินค้าเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดข้อจำกัดของการผลิตแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้แม่พิมพ์จำนวนมาก ทำให้สามารถพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
Pankl Racing Systems - ผลิต Jig สำหรับเครื่องจักรในอุตสาหกรรมยานยนต์
Pankl Racing Systems ผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังสำหรับรถแข่งและยานยนต์สมรรถนะสูง ใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ SLA ของ Formlabs มาใช้ผลิต Jig สำหรับเครื่องกลึงอัตโนมัติ ในกระบวนการผลิตชุดเกียร์ จากเดิมต้องใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ในการสั่งผลิตจากภายนอก หลังจากนำ 3D Printer มาใช้ภายในองค์กร บริษัทสามารถลดระยะเวลาในการผลิตได้ถึง 90% และลดต้นทุนได้ประมาณ 80–90% โดยใช้วัสดุ Tough Resin ในการพิมพ์ ส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้ได้กว่า 150,000 ยูโร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Formlabs Form 4
1. Formlabs Form 4 เหมาะกับการใช้งานประเภทไหน?
ตอบ: Formlabs Form 4 เหมาะสำหรับงานพิมพ์ 3 มิติระดับมืออาชีพที่ต้องการทั้ง ความเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพผิวชิ้นงานสูง โดยนิยมใช้งานในด้านการพัฒนาต้นแบบสินค้า (Prototype), งานวิศวกรรม, งานออกแบบผลิตภัณฑ์, Jig & Fixture รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนสำหรับทดสอบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงในโรงงานอุตสาหกรรม
2. Formlabs Form 4 และ Form 4L แตกต่างกันอย่างไร?
ตอบ: จุดแตกต่างหลักระหว่าง Formlabs Form 4 และ Form 4L คือ ขนาดพื้นที่พิมพ์ (Build Volume) โดย Form 4 เหมาะสำหรับงานต้นแบบหรือชิ้นส่วนขนาดทั่วไป ส่วน Form 4L ถูกออกแบบมาสำหรับการพิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่หรือการพิมพ์หลายชิ้นพร้อมกันในรอบเดียว เหมาะกับโรงงานหรือองค์กรที่มีปริมาณการผลิตสูงและต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
3. Formlabs Form 4 รองรับวัสดุเรซิ่นประเภทใดบ้าง?
ตอบ: Formlabs Form 4 รองรับวัสดุเรซิ่นหลากหลายประเภทสำหรับงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรม เช่น Tough Resin, Rigid Resin, High Temp Resin, Durable Resin และ Flexible Resin ซึ่งแต่ละประเภทถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์งานที่แตกต่างกัน ทั้งด้านความแข็งแรง ความยืดหยุ่น การทนความร้อน และความแม่นยำในการผลิตชิ้นงาน
4. Formlabs Form 4 พิมพ์งานได้เร็วกว่าเครื่องรุ่นเดิมจริงหรือไม่?
ตอบ: Formlabs Form 4 ถูกพัฒนาให้มีความเร็วในการพิมพ์สูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยระบบใหม่อย่าง Low Force Display™ ที่ช่วยให้การขึ้นรูปชิ้นงานรวดเร็วและเสถียรมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดเวลาในการพิมพ์ เพิ่ม Productivity และรองรับการทำงานต่อเนื่องในระดับอุตสาหกรรมได้ดีกว่าเดิม
5. ซื้อ Formlabs Form 4 กับ AppliCAD Shop ได้บริการอะไรเพิ่มเติมบ้าง?
ตอบ: เมื่อสั่งซื้อ Formlabs Form 4 กับ AppliCAD Shop ลูกค้าจะได้รับบริการครบวงจร ทั้งด้าน การติดตั้งเครื่อง การอบรมการใช้งาน การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริการหลังการขาย เพื่อช่วยให้สามารถเริ่มต้นใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับลักษณะงานของแต่ละองค์กรมากที่สุด
3D Printer Formlabs Form 4 ราคาเท่าไรในแต่ละรุ่น?
ราคา Formlabs Form 4 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น รุ่นที่เลือกใช้งาน ขนาดพื้นที่พิมพ์ ประเภทวัสดุเรซิ่นที่ต้องการ รวมถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับกระบวนการล้างและอบชิ้นงาน ด้วยเหตุนี้ราคาจึงแตกต่างกันไปตามรูปแบบการใช้งาน
หากธุรกิจของคุณสนใจและต้องการรายละเอียดงบประมาณที่เหมาะสมกับลักษณะงานจริง สามารถติดต่อทีมงานเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงผ่าน Line OA: @applicadshop หรือ กรอกแบบฟอร์มเพื่อขอใบเสนอราคา ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรคุณมากที่สุด










Share:
จะไปทางไหนต่อดี? Cloud CAD vs Traditional CAD
หุ่นยนต์แขนกล JAKA Cobot ราคาเท่าไร? พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับโรงงานอุตสาหกรรม