ในปัจจุบัน การออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การสร้างโมเดล 3 มิติที่สวยงาม แต่ยังต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถใช้งานได้จริง มีความแข็งแรง ปลอดภัย และรองรับสภาวะการทำงานตามที่ออกแบบไว้ การค้นพบข้อผิดพลาดหลังจากผลิตต้นแบบหรือเริ่มกระบวนการผลิตจริง อาจทำให้เสียทั้งเวลา ต้นทุน และโอกาสทางธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ทางวิศวกรรม (CAE: Computer-Aided Engineering) จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้วิศวกรสามารถจำลองการทำงานของชิ้นงานในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง การกระจายความร้อน หรืออายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ก่อนนำไปผลิตจริง ช่วยให้สามารถปรับปรุงการออกแบบได้ตั้งแต่ต้น ลดจำนวนการสร้างต้นแบบ (Prototype) และเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์

หนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมในด้านการวิเคราะห์ทางวิศวกรรม คือ SOLIDWORKS Simulation ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นให้ทำงานร่วมกับ SOLIDWORKS 3D CAD ได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยให้ทีมออกแบบและวิศวกรสามารถออกแบบและวิเคราะห์ชิ้นงานได้ภายในโปรแกรมเดียว ลดขั้นตอนการทำงาน และเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แล้ว SOLIDWORKS Simulation คืออะไร? มีความสามารถอะไรบ้าง และเหมาะกับการใช้งานประเภทใด บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักหลักการทำงาน ฟีเจอร์เด่น และประเภทการวิเคราะห์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SOLIDWORKS Simulation คืออะไร?

SOLIDWORKS Simulation คือซอฟต์แวร์สำหรับการวิเคราะห์และจำลองทางวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering: CAE) ที่ใช้หลักการ Finite Element Analysis (FEA) เพื่อช่วยให้วิศวกรสามารถทดสอบและประเมินประสิทธิภาพของชิ้นงานหรือผลิตภัณฑ์ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง

แทนที่จะสร้างต้นแบบ (Prototype) หลายครั้งเพื่อทดสอบความแข็งแรงหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น การรับแรง (Stress) การกระจายความร้อน (Thermal Analysis) การสั่นสะเทือน (Dynamic Analysis) และการวิเคราะห์อายุการใช้งานจากความล้า (Fatigue Analysis)

จุดเด่นของ SOLIDWORKS Simulation คือการทำงานภายในสภาพแวดล้อมเดียวกับ SOLIDWORKS 3D CAD ทำให้ไม่จำเป็นต้อง Export หรือ Import ไฟล์ไปยังโปรแกรมอื่น เมื่อมีการแก้ไขแบบ 3D Model ผลการวิเคราะห์ก็สามารถอัปเดตตามได้อย่างรวดเร็ว หากกำลังวางแผนเริ่มต้นใช้งาน SOLIDWORKS หรือต้องการเปรียบเทียบราคา License และความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ปัจจุบัน SOLIDWORKS Simulation ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตเครื่องจักร (Machinery), ยานยนต์ (Automotive), อากาศยาน (Aerospace), อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices), เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) โดยช่วยให้ทีมออกแบบสามารถค้นหาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย และเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากที่สุด

SOLIDWORKS Simulation มีรูปแบบการทำงานอย่างไร?

SOLIDWORKS Simulation ใช้หลักการ Finite Element Analysis (FEA) จำลองสภาวะการทำงานจริงของผลิตภัณฑ์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

โดยทั่วไป ขั้นตอนการทำงานของ SOLIDWORKS Simulation สามารถแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. สร้างหรือเปิดโมเดล 3 มิติ (Create 3D Model)

เริ่มต้นจากการสร้างหรือเปิดโมเดล 3 มิติที่ออกแบบในโปรแกรม SOLIDWORKS ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วน (Part) หรือชุดประกอบ (Assembly) เนื่องจาก SOLIDWORKS Simulation ทำงานภายในโปรแกรมเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้อง Export หรือ Import ไฟล์ไปยังซอฟต์แวร์อื่น ช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดจากการแปลงไฟล์

ความถูกต้องของโมเดลถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ เพราะรายละเอียดต่าง ๆ ของชุดประกอบ (Assembly) สามารถกำหนดลักษณะการประกอบระหว่างชิ้นส่วน (Connection) ได้แก่ Bonded, Contact หรือ Free เพื่อให้การจำลองมีความใกล้เคียงกับการทำงานจริงมากที่สุด

2. กำหนดคุณสมบัติของวัสดุ (Assign Material)

ขั้นตอนถัดมาคือการกำหนดวัสดุให้กับชิ้นงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการวิเคราะห์ เนื่องจากวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางกลที่แตกต่างกัน

SOLIDWORKS Simulation มี Material Library ที่รวบรวมวัสดุให้เลือกใช้งาน เช่น Carbon Steel, Stainless Steel, Aluminum Alloy, ABS Plastic, Titanium, Copper และ Nylon โดยแต่ละวัสดุจะมีค่าต่างๆที่ใช้ในการคำนวณ เช่น ความหนาแน่น (Density), ค่าความยืดหยุ่น (Young's Modulus), ค่า Poisson's Ratio, Yield Strength, Tensile Strength และ Thermal Conductivity

สำหรับองค์กรที่ใช้วัสดุเฉพาะทาง ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Material Database เพิ่มเติมได้

3. กำหนดเงื่อนไขการทำงาน (Apply Loads & Fixtures)

ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดสภาวะการทำงานของชิ้นงาน เพื่อให้โปรแกรมสามารถจำลองการใช้งานจริงได้อย่างถูกต้อง วิศวกรสามารถกำหนดแรงที่กระทำต่อชิ้นงานได้หลายรูปแบบ เช่น แรงกด (Force), แรงดัน (Pressure), แรงบิด (Torque), แรงโน้มถ่วง (Gravity) หรือแรงจากการหมุน (Centrifugal Force)

นอกจากแรงที่กระทำแล้ว ยังต้องกำหนดจุดยึดหรือข้อจำกัดการเคลื่อนที่ (Fixtures) เช่น การยึดแบบ Fixed Geometry, Roller/Slider, Hinge หรือ Symmetry เพื่อให้โปรแกรมเข้าใจว่าชิ้นงานถูกติดตั้งและใช้งานอย่างไร ยิ่งกำหนดเงื่อนไขได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากเท่าใด ผลการวิเคราะห์ก็จะยิ่งมีความแม่นยำมากขึ้น

4. สร้าง Mesh (Meshing)

เมื่อกำหนดข้อมูลทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมจะทำการแบ่งโมเดลออกเป็นองค์ประกอบขนาดเล็กจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Elements เพื่อใช้ในการคำนวณตามหลัก Finite Element Analysis (FEA)

SOLIDWORKS Simulation มีระบบ Automatic Meshing ที่สามารถสร้าง Mesh ได้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้งานยังสามารถปรับความละเอียดของ Mesh ให้เหมาะสมกับงานได้ หากใช้ Mesh แบบหยาบ (Coarse Mesh) โปรแกรมจะคำนวณได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับการวิเคราะห์เบื้องต้น ส่วน Mesh แบบละเอียด (Fine Mesh) เฉพาะจุดที่สำคัญ จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า โดยเฉพาะบริเวณ รูเจาะ จุดเชื่อม หรือพื้นที่ที่รับแรงมาก หากเลือกขนาด Mesh ที่เหมาะสมช่วยลดระยะเวลาในการประมวลผลของการวิเคราะห์ได้

5. ประมวลผลการวิเคราะห์ (Run Simulation)

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว โปรแกรมจะเริ่มประมวลผล ซึ่งจะวิเคราะห์พฤติกรรมของชิ้นงานภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ระยะเวลาในการประมวลผลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนของ Elements ประเภทการวิเคราะห์ และประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ โดยการวิเคราะห์แบบ Nonlinear อาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง

6. วิเคราะห์ผลลัพธ์ (Review Results)

เมื่อการคำนวณเสร็จสิ้น โปรแกรมจะแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบเฉดสีบนชิ้นงาน เพื่อแสดงค่าผลลัพธ์ต่างๆ ได้แก่ ความเค้น (Von Mises Stress), การบิดงอของชิ้นงานเมื่อโดนแรงกระทำ (Displacement), ค่า Safety Factor, อุณหภูมิ, ความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) และลักษณะการโก่งตัว (Buckling) ผู้ใช้งานยังสามารถหมุนโมเดลผลลัพธ์ในแต่ละตำแหน่ง เพื่อค้นหาบริเวณที่มีความเสี่ยงและนำข้อมูลไปปรับปรุงการออกแบบได้อย่างแม่นยำ

7. ปรับปรุงการออกแบบ (Design Optimization)

หากผลการวิเคราะห์พบว่าชิ้นงานยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่ต้องการ วิศวกรสามารถกลับไปแก้ไขโมเดลใน SOLIDWORKS ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความหนาของชิ้นงาน เปลี่ยนวัสดุ เพิ่มโครงเสริม (Rib หรือ Gusset) ปรับรูปทรงเพื่อกระจายแรง หรือปรับตำแหน่งของรูเจาะและจุดยึด

เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว สามารถรันการวิเคราะห์ซ้ำเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์กับการออกแบบเดิมได้ทันที จนได้ชิ้นงานที่มีความแข็งแรง น้ำหนัก และต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมที่สุด

SOLIDWORKS Simulation มีความสามารถอะไรบ้าง?

SOLIDWORKS Simulation มาพร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ทางวิศวกรรม (Engineering Analysis) ที่หลากหลาย ช่วยให้วิศวกรสามารถจำลองและประเมินพฤติกรรมของชิ้นงานภายใต้สภาวะการทำงานที่แตกต่างกัน ก่อนนำไปผลิตจริง โดยความสามารถหลักที่ได้รับความนิยม มีดังนี้

Static Analysis (การวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง)

Static Analysis เป็นการวิเคราะห์พื้นฐานที่ใช้ตรวจสอบว่าชิ้นงานสามารถรับแรงที่กระทำได้หรือไม่ ภายใต้สภาวะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแรงตามเวลา เช่น แรงกด แรงดึง หรือแรงบิด

ผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่

  • ความเค้น (Von Mises Stress)
  • การบิดงอของชิ้นงานเมื่อโดนแรงกระทำ (Displacement)
  • ค่า Safety Factor

การวิเคราะห์ประเภทนี้เหมาะสำหรับการออกแบบฐานเครื่องจักร โครงสร้างเหล็ก ขายึด (Bracket) เฟรมเครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์ที่ต้องรับแรงคงที่ โดยช่วยให้วิศวกรสามารถตรวจสอบได้ว่าชิ้นงานมีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่

Thermal Analysis (การวิเคราะห์การถ่ายเทความร้อน)

Thermal Analysis ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจำลองการถ่ายเทความร้อนของชิ้นงาน ทั้งการนำความร้อน (Conduction) การพาความร้อน (Convection) และการแผ่รังสีความร้อน (Radiation) เพื่อค้นหาจุดที่เกิดความร้อนสะสม (Hot Spot) และประเมินผลกระทบของอุณหภูมิต่อความแข็งแรงและประสิทธิภาพของชิ้นงาน รองรับการวิเคราะห์ทั้ง Steady-State Thermal Analysis และ Transient Thermal Analysiss

Frequency Analysis (การวิเคราะห์ความถี่ธรรมชาติ)

Frequency Analysis ใช้สำหรับตรวจสอบความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) และรูปแบบการสั่น (Mode Shape) ของชิ้นงาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา Resonance หรือปัญหาที่เกิดจากการสั่นพ้องที่ตรงกันระหว่างความถี่ของสภาพแวดล้อมหรือแรงกระทำจากภายนอก กับความถี่ธรรมชาติของชิ้นงาน

ทำให้วิศวกรสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างชิ้นงานและเปลี่ยนวัสดุ (เพื่อเปลี่ยนน้ำหนัก) หรือการเพิ่มจุดจับยึดเพื่อเปลี่ยนความถี่ธรรมชาติของชิ้นงานไม่ให้เกิดการสั่นพ้องได้

Buckling Analysis (การวิเคราะห์การโก่งตัว)

Buckling Analysis ใช้ตรวจสอบโครงสร้างที่มีลักษณะเรียวยาว หรือเป็นแผ่นบาง เมื่อได้รับแรงกดจะเกิดการโก่งตัวหรือสูญเสียเสถียรภาพเมื่อรับแรงอัดมากเกินไปหรือไม่

แม้ว่าวัสดุจะยังไม่ถึงจุดคราก (Yield Strength) แต่โครงสร้างที่มีลักษณะเรียวยาว เช่น เสา คาน หรือแผ่นโลหะบาง อาจเกิดการโก่งตัวและเสียรูปได้ก่อน โดยจะแสดงผลในรูปแบบ Buckling Load Factor ซึ่งจะบอกว่าชิ้นงานสามารถทนแรงกดได้อีกกี่เท่าจึงจะเกิดความเสียหายแบบ Buckling

Fatigue Analysis (การวิเคราะห์ความล้า)

แม้ว่าชิ้นงานจะสามารถรับแรงได้ในครั้งเดียว แต่หากต้องรับแรงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน (รับแรงตั้งแต่ 1,000 รอบขึ้นไป) ก็อาจเกิดความเสียหายจากความล้า (Fatigue Failure) ได้

Fatigue Analysis แสดงผลเป็นจำนวนครั้งที่สามารถใช้งานได้โดยยังไม่เกิดความเสียหาย และแสดงตำแหน่งที่จะเริ่มเกิดความเสียหาย โดยแรงที่กระทำอาจจะมีค่าเท่าเดิมตลอดการใช้งาน หรือมีขนาดไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลาได้ สำหรับการวิเคราะห์ความเสียหายจากความล้าจำเป็นต้องมีการกำหนด S-N Curve ของวัสดุเพื่อคำนวณอายุการใช้งานของชิ้นงานนั้นๆ

Drop Test Analysis (การวิเคราะห์การตกกระแทก)

Drop Test Analysis ใช้จำลองเหตุการณ์ที่ผลิตภัณฑ์ตกกระแทกพื้นจากระดับความสูงที่กำหนด (หรือความเร็วตอนตกกระทบ) เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชิ้นงาน สามารถตรวจสอบดูค่า Stress และ Displacement ที่เกิดขึ้น โดยเราสามารถกำหนดมุมตกกระทบด้านต่างๆได้ และความแข็งของพื้นที่ชิ้นงานตกกระแทก โดยสามารถวิเคราะห์ได้ทั้ง Part และ Assembly

Topology Optimization (ออกแบบชิ้นงานเพื่อหาขนาดที่เหมาะสม)

Topology Optimization เป็นฟังชั่นที่ออกแบบรูปร่างที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้กับงานตามที่กำหนด ซึ่งสามารถระบุแรงกระทำ น้ำหนักของชิ้นงานที่ต้องการ รูปแบบการผลิต เช่น Demold, Symmetry ฯลฯ โดยทำงานร่วมกับการวิเคราะห์แบบ Static และ Frequency

การวิเคราะห์ประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน และการออกแบบชิ้นส่วนสำหรับการผลิตแบบ Additive Manufacturing (3D Printing) ซึ่งต้องการชิ้นงานที่มีน้ำหนักเบาแต่ยังคงมีความแข็งแรงสูง

SOLIDWORKS Simulation มีกี่แพ็คเกจ?

SOLIDWORKS Simulation มีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 แพ็คเกจ ได้แก่ SOLIDWORKS Simulation Standard, SOLIDWORKS Simulation Professional และ SOLIDWORKS Simulation Premium โดยแต่ละแพ็คเกจได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่งานวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการวิเคราะห์ขั้นสูงสำหรับผลิตภัณฑ์และเครื่องจักรที่มีความซับซ้อน

แม้ว่าทั้ง 3 แพ็คเกจจะทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวกันและใช้หลักการวิเคราะห์แบบ Finite Element Analysis (FEA) เหมือนกัน แต่ความสามารถของแต่ละแพ็คเกจจะแตกต่างกันตามประเภทของการวิเคราะห์ที่รองรับ ตั้งแต่การวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นงาน (Static Analysis) ไปจนถึงการวิเคราะห์ความร้อน การสั่นสะเทือน และการวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear Analysis) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสมกับลักษณะงานและความต้องการด้านวิศวกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

SOLIDWORKS Simulation Standard

SOLIDWORKS Simulation Standard เป็นแพ็คเกจเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นงานและชุดประกอบในงานวิศวกรรมทั่วไป ช่วยให้วิศวกรสามารถตรวจสอบว่าชิ้นงานสามารถรองรับแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานได้หรือไม่ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง

แพ็คเกจนี้รองรับการวิเคราะห์พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ เช่น

  • Linear Static Analysis

  • Fatigue Analysis

  • Time-Based Motion Analysis

  • Design Comparison

  • Automatic Meshing

  • Automated Report Generation

SOLIDWORKS Simulation Standard เหมาะสำหรับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น

  • Bracket และขายึดเครื่องจักร

  • Machine Frame

  • Jig & Fixture

  • โครงสร้างเครื่องจักร

  • ชิ้นส่วนเครื่องกลทั่วไป

  • อุปกรณ์ที่รับแรงคงที่

SOLIDWORKS Simulation Professional

SOLIDWORKS Simulation Professional พัฒนาต่อยอดจากแพ็คเกจ Standard โดยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่ครอบคลุมมากขึ้น รองรับทั้งการวิเคราะห์ความร้อน การโก่งตัว และการช่วยลดเนื้ออัตโนมัติ (Topology)

นอกจากความสามารถทั้งหมดของ Standard แล้ว ยังรองรับการวิเคราะห์เพิ่มเติม ได้แก่

  • Frequency Analysis

  • Buckling Analysis

  • Thermal Analysis

  • Drop Test Analysis

  • Pressure Vessel Analysis

  • Design Study (Parametric Optimization)

  • Topology

แพ็คเกจนี้เหมาะสำหรับงานออกแบบ เช่น

  • เครื่องจักรอุตสาหกรรม

  • ระบบลำเลียง (Conveyor)

  • ถังแรงดัน (Pressure Vessel)

  • ระบบแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger)

  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

  • ผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านการทดสอบการตกกระแทก

ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ที่หลากหลาย SOLIDWORKS Simulation Professional จึงเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการออกแบบผิดพลาด เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนจากการผลิตต้นแบบหลายครั้ง

SOLIDWORKS Simulation Premium

SOLIDWORKS Simulation Premium เป็นแพ็คเกจที่รองรับการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมขั้นสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีพฤติกรรมเป็นแบบ Non-linear หรือโลหะที่เสียรูปถาวรไปแล้ว เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของงาน

นอกจากฟีเจอร์ทั้งหมดของ Professional แล้ว ยังรองรับการวิเคราะห์เพิ่มเติม ได้แก่

  • Nonlinear Static Analysis

  • Nonlinear Dynamic Analysis

  • Linear Dynamic Analysis

  • Composite Analysis

  • Spring Back

  • การวิเคราะห์สั่นสะเทือนแบบเกิดการกระแทก

  • การสั่นสะเทือนแบบ Harmonic

เลือกใช้งาน SOLIDWORKS Simulation แพ็คเกจไหนดี?

การเลือกแพ็คเกจของ SOLIDWORKS Simulation ควรพิจารณาจากประเภทของงานและระดับการวิเคราะห์ที่ต้องการ หากใช้งานเพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นงานทั่วไป SOLIDWORKS Simulation Standard ก็เพียงพอสำหรับงานส่วนใหญ่ แต่หากต้องวิเคราะห์ความร้อน การโก่งตัว หรือการหาความถี่ธรรมชาติ SOLIDWORKS Simulation Professional จะตอบโจทย์ได้มากกว่า

สำหรับองค์กรที่ต้องวิเคราะห์โครงสร้างของวัสดุแบบไม่เชิงเส้น วัสดุโลหะที่เสียรูปถาวรไปแล้ว การวิเคราะห์แรงกระทำที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา หรือการวิเคราะห์การสั่นสะเทือน SOLIDWORKS Simulation Premium จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะรองรับการวิเคราะห์ขั้นสูงและช่วยให้ผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด

ตารางเปรียบเทียบ SOLIDWORKS Simulation แต่ละแพ็คเกจ

เปรียบเทียบความสามารถของ SOLIDWORKS Simulation Standard, Professional และ Premium

ความสามารถ SOLIDWORKS Simulation
Standard
SOLIDWORKS Simulation
Professional
SOLIDWORKS Simulation
Premium
Integrations
Fully Integrated in SOLIDWORKS ✓ ✓ ✓
Manage Simulation Data on the 3DEXPERIENCE Platform ✓ ✓ ✓
Design Exploration
Design Comparison Studies ✓ ✓ ✓
Trend Tracker ✓ ✓ ✓
Interactions and Connectors
Automatic Contact Detection ✓ ✓ ✓
Advanced Interactions and Connectors – ✓ ✓
Results Explorations
Multiple Failure Criteria Models ✓ ✓ ✓
Automated Report Generation ✓ ✓ ✓
Model Simplification
Solid, Shell, and Beam Element Types ✓ ✓ ✓
2D Simplification – ✓ ✓
Meshing
Automatic Meshing ✓ ✓ ✓
Local and Global Mesh Controls ✓ ✓ ✓
Analysis Types
Linear Static Analysis ✓ ✓ ✓
Time-Based Motion Analysis ✓ ✓ ✓
Fatigue Analysis ✓ ✓ ✓
Event-Based Motion Analysis – ✓ ✓
Frequency Analysis – ✓ ✓
Buckling Analysis – ✓ ✓
Thermal Analysis – ✓ ✓
Design Study (Parametric Optimization) – ✓ ✓
Drop Testing – ✓ ✓
Pressure Vessel Analysis – ✓ ✓
Linear Dynamic Analysis – – ✓
Nonlinear Dynamic Analysis – – ✓
Nonlinear Static Analysis – – ✓
Composites Analysis – – ✓



SOLIDWORKS Simulation เหมาะกับใคร?

SOLIDWORKS Simulation เหมาะสำหรับวิศวกร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และองค์กรที่ต้องการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นงานก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง โดยช่วยจำลองสภาวะการทำงานในรูปแบบเสมือนจริง (Digital Testing) เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการออกแบบ ลดจำนวนการสร้างต้นแบบ (Prototype) และเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ความแข็งแรง การกระจายความร้อน การสั่นสะเทือน การโก่งตัว และการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมอื่น ๆ ทำให้ SOLIDWORKS Simulation สามารถประยุกต์ใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การผลิตเครื่องจักร ยานยนต์ อากาศยาน ไปจนถึงอุตสาหกรรมการแพทย์

ตัวอย่างอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ใช้งานที่เหมาะกับ SOLIDWORKS Simulation มีดังนี้

Mechanical Engineer

วิศวกรเครื่องกลเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลักของ SOLIDWORKS Simulation เนื่องจากต้องออกแบบชิ้นส่วนและเครื่องจักรที่สามารถรองรับแรงและสภาวะการทำงานจริงได้ โปรแกรมช่วยวิเคราะห์ความเค้น (Stress) การบิดงอของชิ้นงาน (Displacement) ค่า Safety Factor และความล้าของวัสดุ (Fatigue) เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นงานมีความแข็งแรงเพียงพอก่อนผลิตจริง

Product Design Engineer

นักออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถใช้ SOLIDWORKS Simulation เพื่อประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการออกแบบ ช่วยค้นหาจุดอ่อนของชิ้นงานก่อนผลิตต้นแบบ ลดเวลาในการพัฒนา และลดต้นทุนจากการแก้ไขงานในภายหลัง

เหมาะสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น

  • เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • สินค้าอุปโภคบริโภค
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • อุปกรณ์กีฬา
  • ผลิตภัณฑ์พลาสติก

Research and Development (R&D) Engineer

สำหรับทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดลองหลายแนวคิดก่อนผลิตจริงเป็นสิ่งสำคัญ SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบการออกแบบหลายรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนวัสดุ รูปทรง หรือความหนาของชิ้นงาน ทำให้สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดก่อนเข้าสู่การผลิต

Manufacturing Engineer

วิศวกรฝ่ายผลิตสามารถใช้ SOLIDWORKS Simulation เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น Jig, Fixture และเครื่องมือเฉพาะทาง รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน เพื่อช่วยลดปัญหาในสายการผลิตและเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์

Automotive Engineer

อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องให้ความสำคัญกับทั้งความแข็งแรง น้ำหนัก และความปลอดภัยของชิ้นส่วน SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้วิศวกรสามารถวิเคราะห์โครงสร้างของชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น ขายึด แชสซี ระบบกันสะเทือน หรือชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดน้ำหนักโดยยังคงความแข็งแรงตามที่กำหนด

Aerospace Engineer

ในอุตสาหกรรมอากาศยาน ทุกชิ้นส่วนต้องมีความแข็งแรงสูงแต่มีน้ำหนักเบา SOLIDWORKS Simulation ช่วยวิเคราะห์การกระจายแรง การโก่งตัว การสั่นสะเทือน และการตอบสนองต่อสภาวะการใช้งานที่ซับซ้อน เพื่อช่วยพัฒนาชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรม

Medical Device Engineer

การออกแบบอุปกรณ์ทางการแพทย์จำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือเป็นสำคัญ SOLIDWORKS Simulation ช่วยวิเคราะห์ความแข็งแรงของอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ก่อนการผลิต ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานจริง

ผู้ประกอบการและองค์กรที่ต้องการลดต้นทุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

นอกจากวิศวกรแล้ว SOLIDWORKS Simulation ยังเหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดจำนวนการสร้างต้นแบบ และลดระยะเวลาในการออกสู่ตลาด (Time to Market) เพราะสามารถตรวจสอบและปรับปรุงการออกแบบได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการผลิตจริง

ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเครื่องจักร โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ บริษัทด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรือผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ล้วนสามารถนำ SOLIDWORKS Simulation มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้

ประโยชน์ของ SOLIDWORKS Simulation

SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้วิศวกรสามารถจำลองและวิเคราะห์พฤติกรรมของชิ้นงานภายใต้สภาวะการใช้งานจริงได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยอาศัยเทคโนโลยี Finite Element Analysis (FEA) เพื่อประเมินความแข็งแรง การบิดงอของชิ้นงาน การกระจายความเครียด ความร้อน และปัจจัยทางวิศวกรรมอื่น ๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง

การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระยะออกแบบ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของชิ้นงาน ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิผล โดยประโยชน์หลักของ SOLIDWORKS Simulation มีดังนี้

ลดจำนวนการสร้างต้นแบบ (Prototype)

SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้สามารถทดสอบและประเมินการออกแบบในรูปแบบเสมือนจริงก่อนผลิตชิ้นงานจริง ทำให้ลดจำนวนการสร้าง Prototype หลายรอบ ประหยัดทั้งเวลา วัสดุ และค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ลดเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Reduce Time to Market)

การวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ช่วยให้วิศวกรสามารถค้นหาปัญหาและปรับปรุงแบบได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาในการแก้ไขงาน และช่วยให้ผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

เพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์

สามารถวิเคราะห์ความเค้น การบิดงอของชิ้นงาน (Displacement) ความล้าของวัสดุ (Fatigue) ความถี่ธรรมชาติ (Frequency) ความสั่นสะเทือน (Dynamic) และปัจจัยทางวิศวกรรมอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นงานสามารถรองรับสภาวะการใช้งานจริงได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ลดต้นทุนในการผลิตและการแก้ไขงาน

การตรวจพบข้อบกพร่องตั้งแต่ระยะออกแบบช่วยลดความจำเป็นในการแก้ไขแบบหลังเริ่มการผลิต ลดต้นทุนจากการผลิตซ้ำ การปรับปรุงแม่พิมพ์ การเปลี่ยนชิ้นส่วน และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหลังส่งมอบสินค้า

เพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบ (Design Optimization)

SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบการออกแบบหลายรูปแบบ ทดลองเปลี่ยนวัสดุ ขนาด หรือรูปทรงของชิ้นงาน เพื่อค้นหาแนวทางที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านความแข็งแรง น้ำหนัก และต้นทุนการผลิต

รองรับการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่หลากหลาย

นอกจากการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้างแล้ว SOLIDWORKS Simulation ยังรองรับการวิเคราะห์ความร้อน การโก่งตัว การสั่นสะเทือน ความล้าของวัสดุ การตกกระแทก (Drop Test) และการวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear Analysis) ในแพ็คเกจที่รองรับ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิศวกรรมได้หลากหลายอุตสาหกรรม

ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็วขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น และลดต้นทุนการพัฒนา ช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการใช้งาน SOLIDWORKS Simulation

SOLIDWORKS Simulation สามารถประยุกต์ใช้งานได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานออกแบบชิ้นส่วนเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยช่วยให้วิศวกรสามารถจำลองพฤติกรรมของชิ้นงานภายใต้สภาวะการใช้งานจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิผล

ตัวอย่างการนำ SOLIDWORKS Simulation ไปใช้งาน มีดังนี้

วิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นส่วนเครื่องจักร (Machine Components)

Machine Components

ชิ้นส่วนเครื่องจักร เช่น Bracket, Shaft, Gear Housing, Base Plate และโครงสร้างรองรับแรง จำเป็นต้องมีความแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งาน SOLIDWORKS Simulation ช่วยวิเคราะห์การกระจายความเค้น (Stress Distribution) การเสียรูป (Displacement) และค่า Safety Factor เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นงานสามารถรองรับแรงได้อย่างปลอดภัยก่อนเริ่มการผลิต

วิเคราะห์โครงสร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม

Industrial Machine Structure

เครื่องจักรอุตสาหกรรมมักต้องรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือน (Frequency) ตลอดการทำงาน โปรแกรมสามารถช่วยวิเคราะห์การโก่งตัวของโครงสร้าง (Deflection) ความแข็งแรงของเฟรม และผลกระทบจากแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ช่วยทราบจำนวนการทำงานที่เครื่องจักรทำงานได้ ลดความเสี่ยงต่อการเสียหายและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค

Plastic Products

ผู้ผลิตสินค้าพลาสติกและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคสามารถใช้ SOLIDWORKS Simulation เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของตัวผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์การรับแรง การประกอบเข้ากับชิ้นงานอื่น และการตกกระแทก (Drop Test) เพื่อปรับปรุงการออกแบบให้มีความทนทานมากขึ้น พร้อมลดการใช้วัสดุโดยไม่กระทบต่อคุณภาพของสินค้า

วิเคราะห์การกระจายความร้อน (Thermal Analysis)

Thermal Analysis

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกิดความร้อนระหว่างการทำงาน เช่น ชุดระบายความร้อน (Heat Sink) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือชิ้นส่วนเครื่องจักร SOLIDWORKS Simulation สามารถจำลองการกระจายอุณหภูมิและการถ่ายเทความร้อน เพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในการระบายความร้อนและดูการเสียรูปจากความร้อนสะสม

วิเคราะห์การสั่นสะเทือน (Frequency Analysis)

Frequency Analysis

ชิ้นส่วนที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ เครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์หมุน จำเป็นต้องตรวจสอบความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด Resonance ซึ่งอาจทำให้เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงของชิ้นงาน SOLIDWORKS Simulation ช่วยให้วิศวกรสามารถวิเคราะห์และปรับปรุงการออกแบบได้ก่อนการผลิตจริง

วิเคราะห์ความล้าของวัสดุ (Fatigue Analysis)

Fatigue Analysis

ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงซ้ำ ๆ เช่น เพลา สปริง แขนกล (Robotic Arm) และชิ้นส่วนเครื่องจักร สามารถใช้ SOLIDWORKS Simulation วิเคราะห์จำนวนครั้งที่สามารถใช้งานได้โดยยังไม่เกิดความเสียหายของการใช้งาน (Fatigue Life) และคาดการณ์จุดที่อาจเกิดความเสียหายจากการใช้งานระยะยาว ช่วยลดโอกาสการแตกหักและเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

วิเคราะห์ชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์และอากาศยาน

Automotive and Aerospace

อุตสาหกรรมยานยนต์และอากาศยานให้ความสำคัญกับทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักของชิ้นส่วน SOLIDWORKS Simulation ช่วยวิเคราะห์โครงสร้างของแชสซี ขายึด ชิ้นส่วนตัวถัง และชิ้นส่วนโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดน้ำหนัก และยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยตามข้อกำหนดของอุตสาหกรรม

ออกแบบ Jig และ Fixture สำหรับสายการผลิต

Jig and Fixture

Jig และ Fixture เป็นอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิตที่ต้องมีความแข็งแรงและมีความแม่นยำสูง SOLIDWORKS Simulation ช่วยวิเคราะห์แรงที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน ตรวจสอบการเสียรูปของโครงสร้าง และช่วยปรับปรุงการออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนาน

SOLIDWORKS Simulation ราคาเท่าไหร่?

SOLIDWORKS Simulation มีราคาเริ่มต้นประมาณ 150,000 บาท สำหรับ Subscription License (รายปี) และ 380,000 บาท สำหรับ Perpetual License (ถาวร) โดยมีแพ็คเกจให้เลือกใช้งานทั้งหมด 3 แพ็คเกจ ได้แก่ SOLIDWORKS Simulation Standard, SOLIDWORKS Simulation Professional และ SOLIDWORKS Simulation Premium 

ซึ่งแต่ละแพ็คเกจมาพร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่การวิเคราะห์ความแข็งแรงของชิ้นงาน (Static Analysis) การวิเคราะห์ความร้อน (Thermal Analysis) และการวิเคราะห์การสั่นสะเทือน (Frequency Analysis) ไปจนถึงการวิเคราะห์ความล้าของวัสดุ (Fatigue Analysis) และการวิเคราะห์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear Analysis) ผู้ใช้งานจึงควรเลือกแพ็คเกจให้เหมาะกับประเภทงาน ระดับการวิเคราะห์ที่ต้องการ และงบประมาณขององค์กร ทั้งนี้ ราคาของ SOLIDWORKS Simulation อาจแตกต่างกันตามแพ็คเกจที่เลือก รูปแบบ License บริการที่รวมอยู่ในข้อเสนอ และโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา

รูปแบบ License ราคาเริ่มต้น
Subscription License 150,000 บาท
Perpetual License 380,000 บาท

หากต้องการสอบถามราคา SOLIDWORKS Simulation หรือขอใบเสนอราคาที่เหมาะกับลักษณะงานขององค์กร สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของ AppliCAD เพื่อรับคำปรึกษาในการเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสม พร้อมบริการติดตั้ง ฝึกอบรม และการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อช่วยให้คุณสามารถเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณขององค์กรได้อย่างเหมาะสม

ทำไมถึงต้องเลือกซื้อ SOLIDWORKS Simulation กับ AppliCAD?

การเลือกผู้ให้บริการ SOLIDWORKS Simulation ไม่ได้พิจารณาเพียงราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และบริการหลังการขาย ซึ่งล้วนมีผลต่อการใช้งานในระยะยาว โดย AppliCAD พร้อมดูแลลูกค้าตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนเลือกซื้อ การติดตั้ง การฝึกอบรม ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อให้สามารถใช้งาน SOLIDWORKS Simulation ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เป็นตัวแทนจำหน่าย SOLIDWORKS อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

AppliCAD เป็นตัวแทนจำหน่าย SOLIDWORKS อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำ SOLIDWORKS เข้ามาให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 จึงมีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการใช้งานแก่ภาคอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน

ประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในด้านเทคโนโลยีการออกแบบและวิศวกรรม

ด้วยประสบการณ์มากว่า 30 ปี AppliCAD ให้บริการด้านเทคโนโลยีการออกแบบและวิศวกรรม พร้อมสนับสนุนองค์กรในภาคอุตสาหกรรมด้วยโซลูชันด้านซอฟต์แวร์และบริการที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังได้รับรางวัลระดับนานาชาติด้านความพึงพอใจของลูกค้าและผลการดำเนินงานจาก SOLIDWORKS อย่างต่อเนื่อง

ทีมผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรที่ผ่านการรับรอง

AppliCAD มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง (Certified Professionals) พร้อมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ การวิเคราะห์ และการใช้งาน รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำซอฟต์แวร์ไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการครบวงจร ตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงหลังการขาย

AppliCAD ให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาก่อนการเลือกซื้อ (Pre-Sales Consultation) การติดตั้งระบบ การฝึกอบรม การอัปเดตซอฟต์แวร์ การสนับสนุนด้านเทคนิค (Technical Support) ตลอดจนบริการ Remote และ Onsite เพื่อช่วยให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น

หลักสูตรอบรมและกิจกรรมพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

AppliCAD ไม่ได้ให้บริการเฉพาะการจำหน่ายซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังมีหลักสูตรฝึกอบรม เวิร์กชอป และสัมมนาด้าน SOLIDWORKS และเทคโนโลยีการออกแบบวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และนำความสามารถของ SOLIDWORKS Simulation ไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างเต็มศักยภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SOLIDWORKS Simulation

1. SOLIDWORKS Simulation คืออะไร?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation คือซอฟต์แวร์สำหรับการวิเคราะห์และจำลองพฤติกรรมของชิ้นงานทางวิศวกรรมด้วยวิธี Finite Element Analysis (FEA) ช่วยให้วิศวกรสามารถตรวจสอบความแข็งแรง ความเค้น การเสียรูป ความร้อน การสั่นสะเทือน และปัจจัยอื่น ๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง

2. SOLIDWORKS Simulation ใช้ทำอะไร?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation ใช้สำหรับตรวจสอบว่าชิ้นงานหรือชุดประกอบสามารถรองรับแรงและสภาวะการใช้งานที่กำหนดได้หรือไม่ ช่วยค้นหาจุดเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหาย เปรียบเทียบแนวทางการออกแบบ และปรับปรุงชิ้นงานให้มีความแข็งแรงและเหมาะสมก่อนผลิต Prototype หรือผลิตจริง

3. SOLIDWORKS Simulation สามารถวิเคราะห์อะไรได้บ้าง?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation รองรับการวิเคราะห์หลายประเภท เช่น Static Analysis, Frequency Analysis, Buckling Analysis, Thermal Analysis, Fatigue Analysis, Drop Test, Pressure Vessel Analysis, Nonlinear Analysis และ Dynamic Analysis โดยความสามารถที่ใช้งานได้จะขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เลือก

4. SOLIDWORKS Simulation แตกต่างจาก SOLIDWORKS 3D CAD อย่างไร?

ตอบ: SOLIDWORKS 3D CAD ใช้สำหรับออกแบบและสร้างโมเดลสามมิติ ส่วน SOLIDWORKS Simulation ใช้สำหรับวิเคราะห์พฤติกรรมของโมเดลภายใต้แรง อุณหภูมิ การสั่นสะเทือน และสภาวะการใช้งานต่าง ๆ โดยสามารถทำงานร่วมกันภายในระบบ SOLIDWORKS ทำให้ผู้ใช้งานแก้ไขแบบและวิเคราะห์ผลได้ในกระบวนการเดียวกัน

5. SOLIDWORKS Simulation แตกต่างจาก SOLIDWORKS Premium อย่างไร?

ตอบ: SOLIDWORKS Premium เป็นแพ็คเกจของ SOLIDWORKS 3D CAD ที่มีเครื่องมือ Simulation สำหรับการวิเคราะห์พื้นฐานรวมอยู่ด้วย ขณะที่ SOLIDWORKS Simulation เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่มีแพ็คเกจ Standard, Professional และ Premium สำหรับรองรับการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

6. SOLIDWORKS Simulation มีกี่แพ็คเกจ?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation แบ่งออกเป็น 3 แพ็คเกจหลัก ได้แก่ SOLIDWORKS Simulation Standard, SOLIDWORKS Simulation Professional และ SOLIDWORKS Simulation Premium โดยแต่ละแพ็คเกจมีความสามารถในการวิเคราะห์แตกต่างกัน ตั้งแต่งานวิเคราะห์พื้นฐานไปจนถึงงานวิเคราะห์ขั้นสูง

7. ควรเลือก SOLIDWORKS Simulation Standard, Professional หรือ Premium?

ตอบ: หากต้องการวิเคราะห์ความแข็งแรงและความล้าของชิ้นงานทั่วไป แพ็คเกจ Standard อาจเพียงพอ ส่วน Professional เหมาะกับงานที่ต้องวิเคราะห์ความร้อน การสั่นสะเทือน หรือการโก่งตัว ขณะที่ Premium เหมาะกับงานที่มีพฤติกรรมแบบไม่เชิงเส้น วัสดุซับซ้อน หรือแรงกระทำที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา

8. SOLIDWORKS Simulation เหมาะกับใครบ้าง?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation เหมาะกับวิศวกรออกแบบ วิศวกรเครื่องกล วิศวกรวิเคราะห์ ทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตเครื่องจักร รวมถึงองค์กรที่ต้องการตรวจสอบความแข็งแรงและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนการผลิตจริง

9. SOLIDWORKS Simulation ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation ช่วยตรวจพบปัญหาด้านการออกแบบก่อนผลิตจริง ลดจำนวน Prototype และการทดสอบซ้ำ ลดความเสี่ยงจากชิ้นงานเสียหาย และช่วยปรับปริมาณวัสดุให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มความมั่นใจก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต

10. SOLIDWORKS Simulation รองรับการวิเคราะห์ Assembly หรือไม่?

ตอบ: รองรับ ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ชุดประกอบและกำหนดลักษณะการสัมผัสระหว่างชิ้นส่วน เช่น Bonded, No Penetration หรือการสัมผัสรูปแบบอื่นตามประเภทการวิเคราะห์ รวมถึงกำหนดแรง จุดยึด Connector และเงื่อนไขการทำงานเพื่อจำลองพฤติกรรมของ Assembly ได้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง

11. SOLIDWORKS Simulation ราคาเท่าไหร่?

ตอบ: SOLIDWORKS Simulation แบบ Subscription License เริ่มต้นประมาณ 150,000 บาท ส่วน Perpetual License เริ่มต้นประมาณ 380,000 บาท ทั้งนี้ราคาจะแตกต่างกันตามแพ็คเกจ รูปแบบ License บริการที่รวมอยู่ในข้อเสนอ และโปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลา จึงควรขอใบเสนอราคาตามลักษณะการใช้งานขององค์กร

12. ทำไมควรเลือกซื้อ SOLIDWORKS Simulation กับ AppliCAD?

ตอบ: AppliCAD เป็นตัวแทนจำหน่าย SOLIDWORKS อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการออกแบบและวิศวกรรมมากกว่า 30 ปี มีทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง พร้อมให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา การเลือกแพ็คเกจ การติดตั้ง การฝึกอบรม ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคทั้งแบบ Remote และ Onsite

สรุป

SOLIDWORKS Simulation เป็นซอฟต์แวร์วิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่ช่วยให้วิศวกรสามารถจำลองและตรวจสอบพฤติกรรมของชิ้นงานและชุดประกอบภายใต้สภาวะการใช้งานต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ความเค้น การเสียรูป ความล้า ความร้อน การสั่นสะเทือน การโก่งตัว หรือการวิเคราะห์ขั้นสูงอื่น ๆ ด้วยหลักการ Finite Element Analysis (FEA) ช่วยให้สามารถค้นหาจุดเสี่ยง ปรับปรุงการออกแบบ เลือกวัสดุที่เหมาะสม และเปรียบเทียบแนวทางการออกแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ลดจำนวน Prototype ลดการทดสอบซ้ำ ลดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความมั่นใจก่อนนำชิ้นงานเข้าสู่การผลิตจริง

SOLIDWORKS Simulation มีให้เลือก 3 แพ็คเกจ ได้แก่ Standard, Professional และ Premium ซึ่งรองรับความต้องการด้านการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่งานวิเคราะห์พื้นฐานไปจนถึงงานวิเคราะห์ขั้นสูง ผู้ใช้งานจึงควรเลือกแพ็คเกจให้เหมาะกับประเภทงาน ระดับความซับซ้อนของการวิเคราะห์ และงบประมาณขององค์กร หากต้องการสอบถามรายละเอียด ขอใบเสนอราคา หรือรับคำแนะนำในการเลือกแพ็คเกจ SOLIDWORKS Simulation สามารถติดต่อทีมผู้เชี่ยวชาญของ AppliCAD ได้ทาง LINE OA: @applicadshop

SolidCAM ราคาเท่าไร? โปรแกรม CAM สำหรับงาน CNC Milling และ Turning

SolidCAM ราคาเท่าไร? โปรแกรม CAM สำหรับงาน CNC Milling และ Turning

SolidCAM ราคาเท่าไร? ทำความรู้จักโปรแกรม CAM สำหรับงาน CNC ที่ช่วยวางแผน Machining สร้าง Toolpath และ G-Code รองรับงาน CNC Milling, CNC Turning, Multi-Axis, Mill-Turn และ Swiss Machining เจาะลึกความสามารถของ SolidCAM พร้อมรูปแบบ License และราคาเริ่มต้น รวมถึงปัจจัยสำคัญในการเลือก Module และ Solution ให้เหมาะกับงานและเครื่อง CNC ของคุณ

อ่านเพิ่มเติม

3D Printer เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลือกใช้ยี่ห้อไหนดีสำหรับอุตสาหกรรม?

3D Printer เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เลือกใช้ยี่ห้อไหนดีสำหรับอุตสาหกรรม?

3D Printer เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนไฟล์ 3D CAD ให้กลายเป็นชิ้นงานจริงสำหรับงานวิศวกรรมและการผลิต เจาะลึกวิธีเลือกเครื่องให้เหมาะกับงาน พร้อมเปรียบเทียบเทคโนโลยี FDM, SLA/MSLA และ SLS ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ Prototype, Functional Prototype ไปจนถึง Jig & Fixture และ Tooling พร้อมทำความรู้จัก Formlabs Form 4 สำหรับองค์กรที่ต้องการนำ Resin 3D Printing มาใช้ในงานอุตสาหกรรม

อ่านเพิ่มเติม

3D Scanner จาก SHINING 3D เจาะจุดเด่น 3 รุ่นยอดนิยมสำหรับงานมืออาชีพ

3D Scanner จาก SHINING 3D เจาะจุดเด่น 3 รุ่นยอดนิยมสำหรับงานมืออาชีพ

เจาะจุดเด่น 3D Scanner จาก SHINING 3D รุ่น EinScan Rigil, EinScan Rigil Lite และ EinScan Trak เปรียบเทียบเทคโนโลยี รูปแบบการทำงาน และการใช้งาน เพื่อช่วยเลือก 3D Scanner ให้เหมาะกับงาน Engineering, Reverse Engineering และงานอุตสาหกรรม

อ่านเพิ่มเติม

LINE ติดต่อสอบถาม